ทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ ขึ้นทะเบียนอย่างไร? ใช้เอกสารอะไร? และตรวจสอบสถานะที่ไหน?

/
/
ทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ ขึ้นทะเบียนอย่างไร? ใช้เอกสารอะไร? และตรวจสอบสถานะที่ไหน?
สวนทรัพย์โอภาส (sapopas)

การขึ้นทะเบียนเกษตรกรเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ประกอบกิจกรรมทางการเกษตร เพราะข้อมูลในทะเบียนถูกใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนพัฒนาการเกษตร การให้บริการจากหน่วยงานรัฐ และการพิจารณาเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละโครงการ

ในปี 2569 เกษตรกรสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลได้หลายช่องทาง ได้แก่ ระบบทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ e-Form การติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลง และแอปพลิเคชัน Farmbook ในกรณีเกษตรกรรายเดิมและแปลงเดิม ระบบฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกลางยังเผยแพร่แบบคำร้องสำหรับปี 2569 และเปิดให้ตรวจสอบสถานะความเป็นเกษตรกรได้ด้วย

สรุปเบื้องต้น: เกษตรกรรายใหม่หรือรายเดิมที่ต้องการเพิ่มแปลงใหม่ สามารถยื่นผ่านระบบ e-Form หรือติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลง ส่วนเกษตรกรรายเดิมที่แจ้งข้อมูลแปลงเดิมสามารถปรับปรุงข้อมูลผ่าน Farmbook ได้อีกช่องทางหนึ่ง ทั้งนี้ การส่งข้อมูลออนไลน์ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากเจ้าหน้าที่

หัวข้อ

ทะเบียนเกษตรกรคืออะไร?

ทะเบียนเกษตรกร หรือที่มักเรียกว่า “ทบก.” เป็นฐานข้อมูลของผู้ประกอบกิจกรรมทางการเกษตร ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ

  • ผู้แทนครัวเรือนเกษตรกร
  • สมาชิกในครัวเรือน
  • ที่ตั้งแปลงเกษตร
  • ลักษณะการถือครองหรือการใช้ที่ดิน
  • ชนิดพืชหรือกิจกรรมทางการเกษตร
  • เนื้อที่เพาะปลูก
  • ช่วงเวลาปลูกและเก็บเกี่ยว
  • ระบบน้ำและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแปลง
  • การเข้าร่วมมาตรการหรือโครงการของภาครัฐตามเงื่อนไข

การมีชื่ออยู่ในทะเบียนเกษตรกรไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือทุกโครงการโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละมาตรการมีคุณสมบัติ ระยะเวลา และเงื่อนไขของตนเอง ผู้ขึ้นทะเบียนจึงต้องตรวจประกาศของแต่ละโครงการเพิ่มเติม

ใครสามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้?

หลักเกณฑ์ของกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดโดยสรุปว่า ผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องประกอบกิจกรรมทางการเกษตร โดยจะเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพรองก็ได้ สำหรับครัวเรือนเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนจะมีผู้แทนมาขึ้นทะเบียนได้หนึ่งคน และผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องบรรลุนิติภาวะและมีสัญชาติไทย

ผู้ที่อาจเข้าข่ายขึ้นทะเบียนได้ เช่น

  • ผู้ทำนา
  • ผู้ทำไร่
  • ผู้ทำสวน
  • ผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน
  • ผู้ปลูกยางพารา
  • ผู้ปลูกไม้ผล
  • ผู้ปลูกผัก
  • ผู้ทำเกษตรผสมผสาน
  • ผู้เพาะเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ
  • ผู้ประกอบกิจกรรมเกษตรอื่นตามประเภทที่หน่วยงานกำหนด

ผู้ขอขึ้นทะเบียนควรเป็นผู้ประกอบกิจกรรมการเกษตรจริง หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในผลผลิต ไม่ใช่เพียงมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินแต่ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมเกษตรในแปลงนั้น

ไม่มีโฉนดที่ดินขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้หรือไม่?

การขึ้นทะเบียนเกษตรกรไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของโฉนดเท่านั้น ระบบทะเบียนมีข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองหลายลักษณะ เช่น ที่ดินของครัวเรือน ที่เช่า หรือการใช้ประโยชน์ในลักษณะอื่น และหน่วยงานอาจรับพิจารณาพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์เมื่อมีหลักฐานหรือหนังสือรับรองตามที่กำหนด

ตัวอย่างสถานะการใช้ที่ดินที่อาจพบได้ ได้แก่

  • เจ้าของที่ดินทำเกษตรเอง
  • เช่าที่ดินทำเกษตร
  • ใช้ที่ดินของบิดามารดาหรือญาติ
  • ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์
  • ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่มีหลักฐานรับรองการใช้พื้นที่ตามหลักเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม ผู้ยื่นต้องแสดงหลักฐานว่าใช้พื้นที่นั้นทำการเกษตรจริง และอาจต้องได้รับการตรวจสอบหรือรับรองเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่


ช่องทางขึ้นทะเบียนเกษตรกรปี 2569

ช่องทางที่ 1: ระบบทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ e-Form

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดระบบ e-Form สำหรับลงทะเบียน แจ้งข้อมูล และติดตามสถานะผ่านช่องทางออนไลน์ โดยระบบรองรับการเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีที่ลงทะเบียนไว้และการเข้าสู่ระบบด้วย ThaiD

ระบบ e-Form เหมาะกับ

  • เกษตรกรรายใหม่
  • เกษตรกรรายเดิมที่ต้องการเพิ่มแปลงใหม่
  • ผู้ที่ต้องการส่งข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์
  • ผู้ที่ต้องการติดตามสถานะคำขอ

การกรอกแบบออนไลน์ไม่ได้หมายความว่าการขึ้นทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ทันที ข้อมูลต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ และบางกรณีอาจต้องตรวจแปลงหรือขอหลักฐานเพิ่มเติม

ช่องทางที่ 2: สำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลง

เกษตรกรสามารถยื่นข้อมูลกับศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช ณ สำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลง หรือจุดนัดหมายที่สำนักงานเกษตรอำเภอกำหนด

ช่องทางนี้เหมาะกับกรณีต่อไปนี้

  • ไม่สะดวกใช้งานระบบออนไลน์
  • ไม่แน่ใจว่าต้องกรอกข้อมูลอย่างไร
  • มีแปลงหลายแห่งหรือมีสถานะการใช้ที่ดินซับซ้อน
  • ไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นชื่อของตนเอง
  • ต้องใช้หนังสือรับรองหรือหลักฐานเพิ่มเติม
  • เจ้าหน้าที่ขอให้แก้ไขหรือยืนยันข้อมูล
  • ต้องการสอบถามช่วงเวลาการแจ้งปลูกของพืชแต่ละประเภท

ควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอที่รับผิดชอบพื้นที่แปลงก่อนเดินทาง เพื่อสอบถามเอกสารและเวลารับบริการที่เป็นปัจจุบัน

ช่องทางที่ 3: แอปพลิเคชัน Farmbook

Farmbook ใช้เป็นช่องทางสำหรับเกษตรกรรายเดิมที่ต้องการปรับปรุงข้อมูลแปลงเดิมตามเงื่อนไขของระบบ ไม่ใช่ช่องทางหลักสำหรับทุกกรณี โดยเฉพาะผู้ขึ้นทะเบียนรายใหม่หรือผู้เพิ่มแปลงใหม่ควรใช้ e-Form หรือติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ

ก่อนดำเนินการควรตรวจว่า

  • เคยขึ้นทะเบียนไว้แล้วหรือไม่
  • แปลงดังกล่าวมีอยู่ในระบบแล้วหรือไม่
  • ชนิดพืชและรอบการผลิตตรงกับกิจกรรมปัจจุบันหรือไม่
  • หมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกกับข้อมูลยังใช้งานได้หรือไม่

เกษตรกรรายใหม่ขึ้นทะเบียนออนไลน์อย่างไร?

ขั้นตอนที่ 1: เตรียมข้อมูลส่วนตัว

ควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้ให้พร้อม

  • เลขประจำตัวประชาชน
  • ชื่อและนามสกุลตามบัตร
  • วันเดือนปีเกิด
  • หมายเลขโทรศัพท์
  • อีเมลที่ใช้งานได้
  • ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน
  • ข้อมูลสมาชิกครัวเรือนตามที่ระบบกำหนด

ระบบสร้างบัญชี e-Form ขอข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน ชื่อ นามสกุล อีเมล เบอร์โทรศัพท์ วันเกิด และการตั้งรหัสผ่านตามเงื่อนไขของระบบ

ขั้นตอนที่ 2: สร้างบัญชีในระบบ e-Form

เข้าเว็บไซต์ทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ของกรมส่งเสริมการเกษตร จากนั้นเลือกลงทะเบียนและกรอกข้อมูลให้ตรงกับบัตรประชาชน

ข้อควรระวัง ได้แก่

  • สะกดชื่อและนามสกุลให้ตรงกับบัตรประชาชน
  • ใช้หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ยื่นจริง
  • ใช้อีเมลที่สามารถเข้าใช้งานได้
  • จดจำรหัสผ่านหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
  • อย่าเปิดเผยรหัสผ่านหรือรหัสยืนยันแก่ผู้อื่น

ระบบรองรับการเข้าสู่ระบบด้วย ThaiD ด้วย ผู้ใช้งานจึงควรตรวจว่าข้อมูลใน ThaiD เป็นปัจจุบัน

ขั้นตอนที่ 3: กรอกข้อมูลกิจกรรมทางการเกษตร

เลือกประเภทกิจกรรมที่ดำเนินการจริง และกรอกข้อมูลให้ครบ เช่น

  • ชนิดพืช
  • พันธุ์พืช
  • วันที่ปลูก
  • วันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว
  • เนื้อที่เพาะปลูก
  • จำนวนต้น หากระบบกำหนด
  • ระบบน้ำ
  • ลักษณะการถือครอง
  • ข้อมูลผลผลิตหรือการใช้ประโยชน์อื่นตามแบบคำร้อง

ข้อมูลควรตรงกับสภาพในแปลงจริง เพราะเจ้าหน้าที่อาจตรวจสอบจากภาพถ่าย เอกสาร แผนที่ หรือการตรวจแปลง

ขั้นตอนที่ 4: เพิ่มข้อมูลแปลงและตำแหน่งที่ตั้ง

ผู้ยื่นต้องระบุตำแหน่งแปลงเกษตรให้ถูกต้อง โดยเฉพาะกรณีมีหลายแปลงควรบันทึกให้ครบ

ข้อมูลสำคัญ ได้แก่

  • จังหวัด
  • อำเภอ
  • ตำบล
  • หมู่บ้าน
  • เลขที่เอกสารสิทธิ์ หากมี
  • เนื้อที่ทั้งหมด
  • เนื้อที่ทำการเกษตร
  • พิกัดหรือรูปแปลง
  • ลักษณะการใช้ที่ดิน
  • ชื่อเจ้าของที่ดิน

ไม่ควรนำพื้นที่หลายแปลงมารวมเป็นแปลงเดียว หากอยู่คนละตำแหน่งหรือคนละเอกสารสิทธิ์

ขั้นตอนที่ 5: แนบหลักฐาน

หลักฐานที่ต้องแนบขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ยื่นและลักษณะการใช้ที่ดิน โดยเกษตรกรรายใหม่หรือผู้เพิ่มแปลงใหม่ควรเตรียมหลักฐานการใช้ที่ดินและหลักฐานกิจกรรมการเกษตรไว้ให้พร้อม

ตัวอย่างประกาศรับขึ้นทะเบียนปี 2569 ของสำนักงานเกษตรในพื้นที่ระบุเอกสารสำหรับรายใหม่หรือการเพิ่มแปลง เช่น แบบ ทบก.01 สำเนาบัตรประชาชน สำเนาเอกสารที่ดิน สัญญาเช่าเมื่อมี และภาพการเพาะปลูกที่มีพิกัดครบทุกแปลง

รายการที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงและคำแนะนำของสำนักงานเกษตรอำเภอ

ขั้นตอนที่ 6: ตรวจสอบและส่งคำขอ

ก่อนส่งข้อมูลควรตรวจอีกครั้งว่า

  • เลขประจำตัวประชาชนถูกต้อง
  • ชื่อผู้ถือครองที่ดินถูกต้อง
  • เนื้อที่ไม่เกินพื้นที่จริง
  • ชนิดพืชตรงกับที่ปลูก
  • วันที่ปลูกถูกต้อง
  • พิกัดตรงกับตำแหน่งแปลง
  • รูปถ่ายเห็นกิจกรรมทางการเกษตรชัดเจน
  • เอกสารอ่านได้และไม่เบลอ

หลังส่งคำขอควรบันทึกเลขอ้างอิงหรือถ่ายภาพหน้าจอสถานะไว้

ขั้นตอนที่ 7: รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่อาจดำเนินการตรวจสอบในรูปแบบต่อไปนี้

  • ตรวจข้อมูลในระบบ
  • ตรวจความซ้ำซ้อนของครัวเรือน
  • ตรวจเอกสารสิทธิ์หรือหลักฐานใช้ที่ดิน
  • ตรวจรูปถ่ายและพิกัด
  • ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
  • นัดตรวจแปลง
  • ขอการรับรองจากชุมชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกรณี

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับระบบออนไลน์ระบุว่า เมื่อข้อมูลผ่านการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่แล้ว ผู้ยื่นจึงจะดำเนินกระบวนการขึ้นทะเบียนผ่าน e-Form ได้สมบูรณ์และติดตามผลผ่านระบบได้

ระยะเวลาอาจแตกต่างกันตามจำนวนคำขอ ความครบถ้วนของเอกสาร และการตรวจแปลงในแต่ละพื้นที่

เกษตรกรรายเดิมต้องทำอะไร?

ผู้ที่เคยขึ้นทะเบียนแล้วไม่ควรเข้าใจว่าข้อมูลจะใช้ได้ตลอดไปโดยไม่ต้องปรับปรุง เพราะชนิดพืช รอบปลูก เนื้อที่ และสถานะการใช้แปลงอาจเปลี่ยนแปลง

เกษตรกรรายเดิมควรปรับปรุงข้อมูลเมื่อ

  • เริ่มปลูกรอบใหม่
  • เปลี่ยนชนิดพืช
  • เปลี่ยนเนื้อที่เพาะปลูก
  • เพิ่มแปลงใหม่
  • ยกเลิกการใช้แปลงเดิม
  • เปลี่ยนผู้เช่าหรือผู้ใช้ประโยชน์
  • สมาชิกครัวเรือนเปลี่ยน
  • หมายเลขโทรศัพท์เปลี่ยน
  • เอกสารสิทธิ์หรือข้อมูลแปลงเปลี่ยน
  • เจ้าหน้าที่แจ้งให้ยืนยันข้อมูล

สำหรับแปลงเดิม เกษตรกรรายเดิมอาจใช้ Farmbook หรือช่องทางที่หน่วยงานกำหนด ส่วนการเพิ่มแปลงใหม่สามารถแจ้งผ่าน e-Form หรือติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลง

เอกสารขึ้นทะเบียนเกษตรกรต้องใช้อะไรบ้าง?

เอกสารพื้นฐานกรณีติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุหลักฐานพื้นฐาน ได้แก่ บัตรประชาชนตัวจริงหรือบัตรประชาชนดิจิทัลผ่าน ThaiD และหลักฐานการใช้ที่ดิน

เอกสารที่ควรเตรียมไว้ประกอบด้วย

  • บัตรประชาชนตัวจริงหรือ ThaiD
  • แบบคำร้อง ทบก.01 ปีปัจจุบัน
  • หลักฐานการใช้ที่ดิน
  • สำเนาเอกสารสิทธิ์ หากมี
  • สัญญาเช่า หากเป็นพื้นที่เช่า
  • หนังสือยินยอมให้ใช้ที่ดิน หากใช้ที่ดินผู้อื่น
  • ภาพถ่ายกิจกรรมการเกษตร
  • พิกัดหรือแผนที่แปลง
  • หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
  • เอกสารอื่นตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ

กรณีรายใหม่หรือเพิ่มแปลงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้นำหลักฐานการใช้ที่ดินมาแสดง และให้ดำเนินการที่สำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลงหรือผ่าน e-Form

กรณีเป็นเจ้าของที่ดิน

อาจใช้หลักฐาน เช่น

  • โฉนดที่ดิน
  • น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก.
  • เอกสารสิทธิ์ประเภทอื่น
  • หนังสือหรือหลักฐานที่หน่วยงานยอมรับ

เนื้อที่ที่แจ้งทำการเกษตรไม่ควรเกินพื้นที่ในเอกสาร และควรหักพื้นที่บ้าน ถนน บ่อ คลอง หรือส่วนที่ไม่ได้ทำกิจกรรมเกษตรออกตามความจริง

กรณีเช่าที่ดิน

ควรเตรียม

  • สัญญาเช่า
  • สำเนาหลักฐานที่ดิน
  • ข้อมูลเจ้าของที่ดิน
  • หนังสือยินยอมหรือเอกสารเพิ่มเติมตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด
  • หลักฐานว่ามีการทำเกษตรจริง

หากเป็นสัญญาปากเปล่า ควรสอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอว่าต้องใช้หนังสือรับรองหรือพยานเพิ่มเติมหรือไม่


กรณีใช้ที่ดินของพ่อแม่หรือญาติ

ควรเตรียมหลักฐานแสดงความยินยอมให้ใช้ที่ดิน รวมถึงข้อมูลเจ้าของที่ดินและสำเนาเอกสารสิทธิ์ตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด

อย่าระบุว่าตนเองเป็นเจ้าของ หากในเอกสารสิทธิ์เป็นชื่อบุคคลอื่น ควรเลือกสถานะการใช้ที่ดินให้ตรงกับข้อเท็จจริง

กรณีไม่มีเอกสารสิทธิ์

ควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอโดยตรง เพราะอาจต้องใช้

  • หนังสือรับรองการใช้ประโยชน์
  • การรับรองจากผู้นำชุมชน
  • พยานหรือข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง
  • ภาพถ่ายและพิกัดแปลง
  • การตรวจสอบว่าไม่อยู่ในพื้นที่หวงห้าม
  • เอกสารจากหน่วยงานผู้ดูแลพื้นที่

การมีข้อมูลอยู่ในทะเบียนเกษตรกรไม่ใช่เอกสารรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และไม่สามารถใช้แทนโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ได้

ควรถ่ายภาพแปลงอย่างไรให้ตรวจสอบได้ง่าย?

ภาพถ่ายควรช่วยยืนยันว่ามีกิจกรรมเกษตรจริงในตำแหน่งที่แจ้ง

แนวทางถ่ายภาพ ได้แก่

  1. เปิดบริการระบุตำแหน่งในโทรศัพท์
  2. เข้าไปถ่ายภายในแปลงจริง
  3. ให้เห็นชนิดพืชหรือกิจกรรมชัดเจน
  4. ถ่ายมากกว่าหนึ่งมุมเมื่อพื้นที่กว้าง
  5. ถ่ายแยกทุกแปลงและทุกเอกสารสิทธิ์
  6. หลีกเลี่ยงภาพเก่า ภาพจากแปลงอื่น หรือภาพจากอินเทอร์เน็ต
  7. ตรวจว่าพิกัดไม่คลาดเคลื่อนไปยังถนนหรือบ้านข้างเคียง
  8. เก็บภาพต้นฉบับไว้จนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จ

ประกาศขึ้นทะเบียนปี 2569 ในพื้นที่บางแห่งกำหนดให้เกษตรกรรายใหม่หรือผู้เพิ่มแปลงใหม่ส่งภาพหลักฐานการเพาะปลูกแบบมีพิกัดครบทุกโฉนด จึงควรตรวจข้อกำหนดของสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่อีกครั้ง

ตรวจสอบสถานะทะเบียนเกษตรกรได้อย่างไร?

ระบบทะเบียนเกษตรกรออนไลน์มีหน้าตรวจสอบสถานะ โดยให้กรอกเลขประจำตัวประชาชนและรหัสหลังบัตรประชาชนตามรูปแบบที่ระบบกำหนด

เกษตรกรสามารถตรวจสอบได้ว่า

  • มีสถานะอยู่ในทะเบียนหรือไม่
  • คำขอกำลังรอตรวจสอบหรือไม่
  • ข้อมูลได้รับการยืนยันแล้วหรือยัง
  • มีข้อมูลการเข้าร่วมโครงการตามที่ระบบแสดงหรือไม่

ระบบฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกลางยังมีช่องทางตรวจสอบสถานะความเป็นเกษตรกรและสมาชิกครัวเรือนสำหรับผู้ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร

ไม่ควรส่งภาพบัตรประชาชนหรือรหัสหลังบัตรให้เพจหรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบ เพราะข้อมูลดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้วได้สิทธิอะไรบ้าง?

ทะเบียนเกษตรกรมีประโยชน์หลักในฐานะข้อมูลยืนยันการประกอบกิจกรรมเกษตรและข้อมูลแปลง ซึ่งอาจใช้ประกอบการดำเนินงานของรัฐ เช่น

  • การวางแผนพัฒนาการเกษตร
  • การสำรวจพื้นที่และผลผลิต
  • การแจ้งเตือนหรือช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ
  • การพิจารณามาตรการช่วยเหลือตามเงื่อนไข
  • การเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตร
  • การอบรมและถ่ายทอดความรู้
  • การติดตามสถานการณ์การผลิต
  • การจัดสรรทรัพยากรหรือบริการในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การขึ้นทะเบียนเพียงอย่างเดียวไม่รับประกันว่าจะได้รับสิทธิจากทุกโครงการ ผู้สมัครยังต้องมีคุณสมบัติตรงตามประกาศของโครงการและปรับปรุงข้อมูลภายในช่วงเวลาที่กำหนด

ขึ้นทะเบียนแล้วได้เงินทันทีหรือไม่?

ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินทันที

ทะเบียนเกษตรกรเป็นฐานข้อมูล ไม่ใช่โครงการจ่ายเงินโดยตรง เมื่อรัฐมีมาตรการช่วยเหลือ หน่วยงานจะกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น

  • ต้องปลูกพืชชนิดใด
  • ต้องขึ้นทะเบียนภายในวันใด
  • ต้องยืนยันการเพาะปลูกเมื่อใด
  • ต้องมีพื้นที่ขั้นต่ำหรือไม่
  • ต้องผ่านการตรวจสอบแปลงหรือไม่
  • ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นหรือไม่
  • ใช้ข้อมูลรอบการผลิตใด
  • ชำระผ่านช่องทางใด

จึงควรติดตามประกาศจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือหน่วยงานเจ้าของโครงการโดยตรง

ข้อมูลอะไรที่ควรปรับปรุงทุกปี?

ข้อมูลการเพาะปลูก

ควรปรับปรุงเมื่อเริ่มรอบปลูกใหม่ เพราะวันที่ปลูก เนื้อที่ และชนิดพืชอาจไม่เหมือนปีที่ผ่านมา

ข้อมูลแปลง

ตรวจตำแหน่ง ขนาดแปลง ลักษณะการถือครอง และเอกสารสิทธิ์ให้ตรงกับปัจจุบัน

ข้อมูลสมาชิกครัวเรือน

แจ้งเมื่อมีการย้ายเข้า ย้ายออก เปลี่ยนผู้แทนครัวเรือน หรือข้อมูลสมาชิกไม่ถูกต้อง

ข้อมูลติดต่อ

เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลในระบบให้เป็นปัจจุบัน เพื่อไม่พลาดการติดต่อจากเจ้าหน้าที่

ข้อมูลผู้ใช้ประโยชน์

หากเลิกเช่า เปลี่ยนแปลงผู้ทำกิน หรือโอนที่ดิน ควรแก้ไขข้อมูล ไม่ควรปล่อยให้มีชื่อซ้ำซ้อนกับผู้ทำเกษตรรายใหม่

ปัญหาที่พบบ่อยในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรออนไลน์

1. ข้อมูลบัตรประชาชนไม่ตรง

อาจเกิดจากการพิมพ์ชื่อ วันเกิด หรือเลขประจำตัวผิด ควรตรวจทุกตัวอักษรและใช้ข้อมูลตามบัตรปัจจุบัน

2. จำรหัสผ่านไม่ได้

ระบบ e-Form มีหน้าสำหรับรีเซ็ตรหัสผ่านโดยใช้เลขประจำตัวประชาชนและอีเมลที่ลงทะเบียนไว้

หากใช้อีเมลเดิมไม่ได้ ควรติดต่อเจ้าหน้าที่แทนการสร้างบัญชีซ้ำหลายบัญชี

3. ปักพิกัดผิดตำแหน่ง

ตรวจภาพแผนที่ก่อนยืนยัน และควรบันทึกพิกัดขณะอยู่ในแปลงจริง

4. แนบเอกสารไม่ชัด

ถ่ายภาพเอกสารบนพื้นเรียบ มีแสงเพียงพอ และให้เห็นข้อมูลครบทุกมุม

5. เนื้อที่แจ้งเกินพื้นที่จริง

ควรแจ้งเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมเกษตรจริง ไม่รวมพื้นที่บ้าน ถนน หรือส่วนที่ไม่ได้ปลูก

6. แปลงเดียวมีผู้แจ้งมากกว่าหนึ่งคน

อาจเกิดจากเจ้าของและผู้เช่าแจ้งซ้ำ หรือสมาชิกในครอบครัวต่างคนต่างยื่น เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ประกอบกิจกรรมจริง

7. ไม่มีหลักฐานการใช้ที่ดิน

ควรขอหนังสือยินยอม สัญญาเช่า หรือสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าใช้หลักฐานรับรองแบบใดแทนได้

8. ส่งคำขอแล้วสถานะไม่เปลี่ยน

อาจอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหรือรอตรวจแปลง ควรตรวจข้อความในระบบและติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลง โดยเตรียมเลขประจำตัวประชาชนและข้อมูลคำขอไว้

ข้อควรระวังเรื่องมิจฉาชีพ

การขึ้นทะเบียนผ่านระบบของกรมส่งเสริมการเกษตรไม่ควรต้องส่งข้อมูลสำคัญให้บุคคลแปลกหน้า

ควรระวังกรณีต่อไปนี้

  • เพจปลอมอ้างว่ารับลงทะเบียนเพื่อรับเงินช่วยเหลือ
  • มีผู้ขอรหัสผ่านหรือรหัส OTP
  • ขอรหัสหลังบัตรประชาชนผ่านแชต
  • ส่งลิงก์ที่ชื่อคล้ายเว็บไซต์ราชการ
  • เรียกเก็บค่าปลดล็อกสิทธิ
  • ขอให้ติดตั้งแอปจากไฟล์ที่ส่งทางข้อความ
  • ขอให้แชร์หน้าจอหรือควบคุมโทรศัพท์
  • รับประกันว่าจะได้รับเงินทันทีหลังลงทะเบียน

ควรเข้าใช้งานจากเว็บไซต์ทางการของกรมส่งเสริมการเกษตร หรือขอความช่วยเหลือจากสำนักงานเกษตรอำเภอโดยตรง

Checklist ก่อนส่งคำขอทะเบียนเกษตรกรออนไลน์

  • ตรวจว่าตนเป็นเกษตรกรรายใหม่หรือรายเดิม
  • ตรวจว่าเป็นแปลงเดิมหรือเพิ่มแปลงใหม่
  • เตรียมบัตรประชาชนหรือ ThaiD
  • ดาวน์โหลดแบบ ทบก.01 ปี 2569 เมื่อจำเป็น
  • เตรียมหลักฐานการใช้ที่ดิน
  • เตรียมสัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอม
  • ตรวจชื่อเจ้าของที่ดิน
  • ระบุเนื้อที่ทำการเกษตรจริง
  • กรอกชนิดพืชและวันที่ปลูกให้ถูกต้อง
  • บันทึกพิกัดจากพื้นที่จริง
  • ถ่ายภาพกิจกรรมเกษตรครบทุกแปลง
  • ตรวจว่าเอกสารอ่านชัด
  • ใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้
  • ตรวจข้อมูลทั้งหมดก่อนส่ง
  • เก็บเลขอ้างอิงหรือภาพหน้าจอคำขอ
  • ติดตามสถานะหลังยื่น
  • ตอบกลับเมื่อเจ้าหน้าที่ขอข้อมูลเพิ่ม
  • เก็บเอกสารต้นฉบับไว้สำหรับวันตรวจแปลง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทะเบียนเกษตรกรออนไลน์

เกษตรกรรายใหม่ขึ้นทะเบียนออนไลน์ได้หรือไม่?

ได้ ระบบ e-Form เปิดให้เกษตรกรรายใหม่ลงทะเบียนและส่งข้อมูลได้ แต่คำขอยังต้องผ่านการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ และบางกรณีอาจต้องแสดงเอกสารหรือตรวจแปลงเพิ่มเติม

เกษตรกรรายเดิมต้องลงทะเบียนใหม่ทุกปีหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องสร้างบัญชีใหม่ แต่ควรปรับปรุงกิจกรรมการเกษตรและข้อมูลแปลงให้เป็นปัจจุบันตามรอบการผลิตและช่วงเวลาที่หน่วยงานกำหนด

เพิ่มแปลงใหม่ผ่าน Farmbook ได้หรือไม่?

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรแยก Farmbook สำหรับเกษตรกรรายเดิมและแปลงเดิม ส่วนรายใหม่หรือรายเดิมที่เพิ่มแปลงใหม่ให้ใช้ e-Form หรือติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลง

ที่ดินไม่ใช่ชื่อของตนเองขึ้นทะเบียนได้ไหม?

อาจขึ้นทะเบียนได้หากเป็นผู้ทำการเกษตรจริงและมีหลักฐานการใช้ที่ดิน เช่น สัญญาเช่า หนังสือยินยอม หรือเอกสารรับรองตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด

ไม่มีโฉนดขึ้นทะเบียนได้ไหม?

อาจดำเนินการได้ในบางกรณี แต่ต้องมีหลักฐานหรือหนังสือรับรอง และต้องผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ของพื้นที่ การขึ้นทะเบียนไม่ทำให้เกิดกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ปลูกหลายแปลงต้องแจ้งทุกแปลงหรือไม่?

ควรแจ้งให้ครบทุกแปลงที่ประกอบกิจกรรมการเกษตรจริง โดยเฉพาะพืชหรือมาตรการที่ต้องตรวจแปลง เจ้าหน้าที่อาจกำหนดให้ยื่นตามที่ตั้งแปลงหลักและติดตามการตรวจ ณ พื้นที่จริง

ใช้บัตรประชาชนดิจิทัลได้หรือไม่?

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าสามารถใช้บัตรประชาชนตัวจริง หรือบัตรประชาชนดิจิทัลในแอปพลิเคชัน ThaiD เป็นหลักฐานพื้นฐานเมื่อติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ

ตรวจสอบสถานะด้วยข้อมูลอะไร?

หน้าตรวจสอบของระบบ e-Form ใช้เลขประจำตัวประชาชนและรหัสหลังบัตรประชาชนตามรูปแบบที่ระบบระบุ

ขึ้นทะเบียนแล้วมีบัตรเกษตรกรหรือไม่?

รูปแบบการแสดงสถานะและเอกสารที่ได้รับอาจเปลี่ยนแปลงตามระบบในแต่ละช่วง ผู้ขึ้นทะเบียนควรตรวจสถานะในระบบ Farmbook, e-Form หรือสอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอ ไม่ควรยึดเฉพาะการมีบัตรแบบเดิม

มีค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนหรือไม่?

ควรดำเนินการผ่านช่องทางราชการโดยตรง หากมีบุคคลเรียกเก็บเงินโดยอ้างว่าสามารถรับรองสิทธิหรือเร่งการอนุมัติ ควรตรวจสอบกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนชำระเงิน

ข้อมูลผิดแก้ไขอย่างไร?

หากระบบเปิดให้แก้ไขสามารถปรับปรุงผ่านช่องทางออนไลน์ได้ แต่ข้อมูลสำคัญบางรายการอาจต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ควรเตรียมหลักฐานที่ถูกต้องและติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอที่รับผิดชอบแปลง

สรุป

การขึ้นทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ปี 2569 ช่วยให้ผู้ประกอบกิจกรรมเกษตรสามารถส่งข้อมูลและติดตามสถานะได้สะดวกขึ้นผ่านระบบ e-Form ขณะที่สำนักงานเกษตรอำเภอยังคงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับผู้ที่มีเอกสารหรือสถานะการใช้ที่ดินซับซ้อน ส่วน Farmbook เหมาะสำหรับเกษตรกรรายเดิมที่ต้องการปรับปรุงข้อมูลแปลงเดิม

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการกรอกแบบฟอร์มให้เสร็จ แต่ต้องแจ้งข้อมูลให้ตรงกับการทำเกษตรจริง ระบุตำแหน่งและเนื้อที่ให้ถูกต้อง แนบหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และติดตามสถานะจนเจ้าหน้าที่ยืนยันข้อมูลเรียบร้อย

เกษตรกรควรปรับปรุงทะเบียนทุกครั้งที่เริ่มรอบการผลิตใหม่ เพิ่มหรือลดแปลง เปลี่ยนชนิดพืช หรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลครัวเรือน เพื่อให้ข้อมูลพร้อมใช้เมื่อมีบริการหรือมาตรการของภาครัฐ

สำหรับเจ้าของสวนที่ต้องการปรับปรุงพื้นที่เกษตร ตรวจสภาพดิน ดูแลสวนปาล์ม หรือซื้อขายที่ดินเกษตรในนครศรีธรรมราชและพื้นที่ภาคใต้ สามารถติดต่อบ้านสวนทรัพย์โอภาสเพื่อสอบถามบริการได้

หมายเหตุ: ขั้นตอน เอกสาร ระยะเวลา และช่วงเปิดรับแจ้งของพืชแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และประกาศของหน่วยงาน ควรตรวจสอบระบบทะเบียนเกษตรกรกลางปี 2569 หรือติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลงก่อนดำเนินการ

ติดต่อเรา | ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง

<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

กระท้อนคืออะไร? สายพันธุ์ วิธีปลูก และการดูแลต้นให...

กระท้อน เป็นไม้ผลเขตร้อนที่ปลูกกันมานานในประเทศไทย ผลมีรสตั้งแต่เปรี้ย...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ตะเคียนทองคืออะไร? ลักษณะ การปลูก และการใช้ประโยชน...

ตะเคียนทองเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่คนไทยรู้จักทั้งในด้านคุณค่าของเนื้อไ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ต้นสักคืออะไร? ลักษณะ พื้นที่เหมาะปลูก และระยะเวลา...

ต้นสัก เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่และเป็นไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย เนื้อไ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ยูคาลิปตัสคืออะไร? ประโยชน์ ข้อจำกัด และผลต่อพื้นท...

ยูคาลิปตัสเป็นกลุ่มไม้ยืนต้นที่มีหลายชนิดและหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่มีถิ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ไผ่กิมซุงคืออะไร? วิธีปลูก ให้น้ำ และจัดการกอให้มี...

ไผ่กิมซุง เป็นไผ่กอที่นิยมปลูกเพื่อเก็บหน่อบริโภคและใช้ประโยชน์จากลำ ม...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

กฤษณาคืออะไร? การปลูก การดูแล และข้อควรรู้ด้านการล...

กฤษณา เป็นไม้ยืนต้นที่ได้รับความสนใจในฐานะไม้เศรษฐกิจมูลค่าสูง เนื่องจ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ไผ่เศรษฐกิจคืออะไร? พันธุ์ที่นิยมและแนวทางเลือกปลู...

ไผ่เป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตั้งแต่บริโภคหน่อ ใช้ลำในการก่...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

กระถินเทพาคืออะไร? ประโยชน์ วิธีปลูก และข้อควรระวั...

กระถินเทพา เป็นไม้โตเร็วที่นิยมปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ด้านเนื้อไม้ ฟื้นฟู...