วิธีประเมินและตั้งราคาขายที่ดินให้เหมาะกับตลาด พร้อมสูตรคำนวณ

การตั้งราคาขายที่ดินเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อระยะเวลาขาย จำนวนผู้สนใจ และผลตอบแทนที่เจ้าของจะได้รับ
หากตั้งราคาต่ำเกินไป เจ้าของอาจเสียโอกาสได้รับมูลค่าที่เหมาะสม แต่หากตั้งราคาสูงกว่าตลาดมากเกินไป ที่ดินอาจไม่มีผู้ติดต่อ ถูกประกาศทิ้งไว้นาน และต้องลดราคาหลายครั้งจนผู้ซื้อเริ่มสงสัยว่าที่ดินมีปัญหาหรือไม่
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ตั้งราคาตามความรู้สึกของเจ้าของ
- ใช้ราคาที่เคยมีคนเสนอเมื่อหลายปีก่อน
- เปรียบเทียบกับที่ดินคนละทำเล
- ใช้ราคาประกาศเป็นราคาซื้อขายจริง
- คิดว่ามีถนนผ่านแล้วต้องได้ราคาเท่าที่ดินติดถนนใหญ่
- รวมมูลค่าที่ลงทุนปรับพื้นที่ทั้งหมดเข้าไปในราคาขาย
- ไม่ตรวจเอกสารสิทธิ์ ทางเข้า และข้อจำกัด
- ไม่รวมค่าธรรมเนียม ภาษี และค่านายหน้า
- คำนวณราคาต่อไร่ผิด
- ไม่กำหนดว่าต้องการขายเร็วหรือรอราคาที่สูงกว่า
การตั้งราคาที่เหมาะสมจึงควรใช้ข้อมูลอย่างน้อยสามส่วนร่วมกัน ได้แก่
- ราคาตลาดจากที่ดินใกล้เคียงที่มีลักษณะใกล้กัน
- ราคาประเมินทุนทรัพย์ของภาครัฐ
- คุณสมบัติและข้อจำกัดเฉพาะของแปลงที่ดิน
บทความนี้จะอธิบายวิธีประเมินและตั้งราคาขายที่ดินทีละขั้น พร้อมตัวอย่างการคำนวณ การปรับราคา และเช็กลิสต์ก่อนนำที่ดินออกประกาศขาย
หัวข้อ

ราคาที่ดินมีความหมายได้หลายแบบ
ก่อนตั้งราคา ต้องแยกคำเกี่ยวกับราคาให้ชัด เพราะแต่ละตัวเลขมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน
ราคาประกาศขาย
คือราคาที่เจ้าของหรือนายหน้าตั้งไว้ในประกาศ ยังไม่ใช่ราคาที่มีผู้ซื้อยอมจ่ายจริง
ราคาประกาศอาจรวม
- พื้นที่เผื่อต่อรอง
- ค่านายหน้า
- ความคาดหวังของเจ้าของ
- มูลค่าในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
- ราคาที่ตั้งตามประกาศอื่น
จึงไม่ควรนำราคาประกาศเพียงรายการเดียวมาใช้เป็นราคาตลาดทันที
ราคาซื้อขายจริง
คือราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันและเกิดการซื้อขายจริง ราคานี้สะท้อนตลาดได้ดีกว่าราคาประกาศ แต่ข้อมูลอาจหาได้ยากและต้องตรวจว่าเป็นธุรกรรมช่วงเวลาใด
ราคาประเมินทุนทรัพย์ของราชการ
เป็นราคาที่ภาครัฐกำหนดเพื่อใช้ในงานเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตลอดจนใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงด้านทรัพย์สิน
กรมธนารักษ์มีระบบ D-Value สำหรับค้นหาราคาประเมินที่ดินจากข้อมูลตำแหน่งหรือข้อมูลแปลงที่ดิน และอธิบายว่าราคาประเมินเป็นราคากลางมาตรฐานที่ใช้เป็นแนวทางด้านราคา อย่างไรก็ตาม ราคาประเมินไม่จำเป็นต้องเท่ากับราคาซื้อขายในตลาดของทุกแปลง
ราคาที่เจ้าของต้องการได้รับสุทธิ
คือจำนวนเงินที่เจ้าของต้องการเหลือหลังหักค่าใช้จ่าย เช่น
- ค่านายหน้า
- ค่าธรรมเนียม
- ภาษี
- ค่าเคลียร์พื้นที่
- ค่าเอกสาร
- ค่าโฆษณา
- ค่าใช้จ่ายอื่น
ราคาสุทธินี้ต้องใช้ประกอบการคำนวณราคาประกาศ แต่ไม่ควรใช้แทนราคาตลาด หากสูงกว่าความสามารถในการซื้อของตลาดมากเกินไป
วิธีประเมินราคาขายที่ดินอย่างเป็นระบบ
1. ตรวจข้อมูลพื้นฐานของที่ดิน
ก่อนหาว่าควรขายราคาเท่าไร ต้องตรวจให้แน่ชัดว่ากำลังขายทรัพย์สินแบบใด
ข้อมูลสำคัญ ได้แก่
- จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน
- พิกัด
- ขนาดเนื้อที่
- รูปแบบเอกสารสิทธิ์
- ชื่อผู้ถือสิทธิ
- จำนวนเจ้าของร่วม
- ภาระจำนอง
- ภาระจำยอม
- สิทธิทางผ่าน
- แนวเขต
- รูปร่างแปลง
- หน้ากว้างติดถนน
- ประเภทถนน
- ระยะทางจากถนนหลัก
- ไฟฟ้าและประปา
- แหล่งน้ำ
- สภาพดิน
- ระดับพื้นที่
- ความเสี่ยงน้ำท่วม
- การใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน
- ผังเมืองและข้อจำกัดการใช้พื้นที่
กรมที่ดินมีระบบ LandsMaps สำหรับค้นหาตำแหน่งและรูปแปลงที่ดินเบื้องต้น รวมถึง e-Service สำหรับงานบางประเภท เช่น การขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์และสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจากระบบออนไลน์ควรใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้น หากต้องใช้ประกอบสัญญาหรือยืนยันสิทธิ ควรตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
2. ตรวจขนาดที่ดินและหน่วยให้ถูกต้อง
หน่วยที่ดินไทยมีความสัมพันธ์ดังนี้
- 1 ไร่ = 4 งาน
- 1 ไร่ = 400 ตารางวา
- 1 งาน = 100 ตารางวา
- 1 ตารางวา = 4 ตารางเมตร
- 1 ไร่ = 1,600 ตารางเมตร
ตัวอย่างแปลงหน่วย
ที่ดิน 3 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา เท่ากับ
- 3 ไร่ = 1,200 ตารางวา
- 2 งาน = 200 ตารางวา
- เพิ่ม 50 ตารางวา
รวมทั้งหมด 1,450 ตารางวา
หากขาย 2,000 บาทต่อตารางวา ราคาขายรวมคือ
1,450 × 2,000 = 2,900,000 บาท
หากคิดเป็นราคาต่อไร่
2,000 × 400 = 800,000 บาทต่อไร่
การแปลงหน่วยผิดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ราคาขายรวมคลาดเคลื่อนหลายแสนหรือหลายล้านบาท
3. ตรวจราคาประเมินภาครัฐ
ราคาประเมินของกรมธนารักษ์เป็นจุดอ้างอิงพื้นฐานที่ควรตรวจ แต่ไม่ควรใช้เป็นราคาขายโดยอัตโนมัติ
วิธีใช้ที่เหมาะสมคือ
- ค้นหาราคาประเมินของแปลง
- ตรวจรอบบัญชีราคาที่ใช้อยู่
- เปรียบเทียบกับราคาประกาศใกล้เคียง
- ตรวจราคาซื้อขายจริงเท่าที่หาได้
- ปรับตามคุณสมบัติเฉพาะของแปลง
ตัวอย่างเช่น ที่ดินอาจมีราคาประเมิน 500 บาทต่อตารางวา แต่ตลาดบริเวณนั้นประกาศขาย 800–1,200 บาทต่อตารางวา เพราะมีถนน ไฟฟ้า และการพัฒนามากขึ้น
ในทางกลับกัน ที่ดินบางแปลงอาจมีราคาประเมินระดับหนึ่ง แต่ขายจริงได้ยาก เนื่องจากไม่มีทางเข้า รูปร่างแปลงไม่เหมาะ หรือต้องใช้เงินปรับพื้นที่สูง
4. หาแปลงเปรียบเทียบจากตลาด
วิธีที่เหมาะกับการประเมินที่ดินทั่วไปมากที่สุดวิธีหนึ่งคือ วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด โดยใช้ที่ดินอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเป็นฐาน แล้วปรับราคาตามข้อแตกต่าง
แนวทางการประเมินทรัพย์สินที่เป็นที่ยอมรับประกอบด้วยวิธีต้นทุน วิธีรายได้ และวิธีเปรียบเทียบตลาด โดยวิธีเปรียบเทียบตลาดเหมาะกับที่ดินที่มีข้อมูลซื้อขายหรือข้อมูลเสนอขายใกล้เคียงเพียงพอ
แปลงเปรียบเทียบที่ดีควรใกล้เคียงกันในเรื่อง
- ตำบลหรือพื้นที่ตลาดเดียวกัน
- ระยะจากถนนหลัก
- ประเภทถนน
- ขนาดแปลง
- รูปร่างแปลง
- หน้ากว้าง
- เอกสารสิทธิ์
- ผังเมือง
- สาธารณูปโภค
- ระดับพื้นที่
- สภาพดิน
- การใช้ประโยชน์
- ช่วงเวลาที่ประกาศหรือซื้อขาย
ไม่ควรเปรียบเทียบที่ดินเกษตรลึกเข้าไปในซอยกับที่ดินหน้าถนนสายหลัก แม้จะอยู่ตำบลเดียวกัน
ควรใช้กี่แปลง?
ควรเก็บข้อมูลอย่างน้อยประมาณ 5–10 แปลง หากตลาดมีข้อมูลเพียงพอ แล้วตัดรายการที่แตกต่างมากหรือมีข้อมูลไม่น่าเชื่อถือออก
ไม่ควรใช้ราคาสูงสุดเพียงแปลงเดียวเป็นฐาน เพราะอาจเป็นประกาศที่ตั้งสูงและยังขายไม่ได้
5. แยกราคาประกาศกับราคาที่คาดว่าจะปิดการขาย
ราคาประกาศมักมีพื้นที่ต่อรอง ดังนั้น หากพบประกาศใกล้เคียงราคา 1,000,000 บาทต่อไร่ ไม่ได้หมายความว่าราคาซื้อขายจริงจะเท่ากัน
ควรสอบถามหรือประเมินเพิ่มเติมว่า
- ประกาศมานานเท่าไร
- เคยลดราคาหรือไม่
- มีผู้สนใจจริงหรือไม่
- เจ้าของพร้อมต่อรองเพียงใด
- รวมค่านายหน้าหรือไม่
- มีสิ่งปลูกสร้างรวมอยู่หรือไม่
- มีปัญหาเอกสารหรือทางเข้าหรือไม่
หากไม่มีราคาซื้อขายจริง อาจตั้งสมมติฐานส่วนลดจากราคาประกาศเพื่อวิเคราะห์ แต่ต้องระบุว่าเป็นเพียงสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงของตลาด
ปัจจัยที่ทำให้ราคาที่ดินสูงหรือต่ำกว่ากัน
1. ทำเล
ทำเลไม่ใช่เพียงชื่ออำเภอหรือจังหวัด แต่รวมถึง
- ระยะจากเมือง
- ระยะจากชุมชน
- ระยะจากตลาด
- ระยะจากโรงพยาบาล
- ระยะจากโรงเรียน
- ระยะจากโรงงานหรือจุดรับซื้อ
- ความสะดวกในการเดินทาง
- แนวโน้มการพัฒนา
- สภาพแวดล้อมรอบข้าง
ที่ดินเกษตรซึ่งอยู่ใกล้ลานรับซื้อ โรงงาน ถนนหลัก และแหล่งแรงงาน อาจมีมูลค่าการใช้งานสูงกว่าที่ดินราคาถูกแต่ขนส่งยาก
2. ทางเข้าและประเภทถนน
ควรแยกให้ชัดว่าเป็น
- ถนนหลวง
- ถนนท้องถิ่น
- ถนนคอนกรีต
- ถนนลาดยาง
- ถนนลูกรัง
- ทางดิน
- ทางส่วนบุคคล
- ทางภาระจำยอม
- ทางที่ใช้กันโดยไม่มีเอกสารชัดเจน
ที่ดินมี “ทางเข้า” ไม่ได้หมายความว่ารถบรรทุกหรือเครื่องจักรจะเข้าได้ตลอดปี
ปัจจัยที่ต้องตรวจ ได้แก่
- ความกว้างถนน
- ผิวถนน
- สะพาน
- น้ำหนักที่รองรับ
- การใช้งานในฤดูฝน
- สิทธิทางผ่าน
- หน้ากว้างที่ดินติดถนน
ที่ดินไม่มีทางเข้าตามสิทธิชัดเจนมักขายยากและมีส่วนลดมากกว่าต้นทุนทำถนนเพียงอย่างเดียว เพราะผู้ซื้อยังรับความเสี่ยงด้านกฎหมายและการใช้งานในอนาคต
3. เอกสารสิทธิ์
เอกสารสิทธิ์มีผลต่อ
- ความมั่นใจของผู้ซื้อ
- การโอน
- การจำนอง
- การขอสินเชื่อ
- การรังวัด
- การใช้ประโยชน์
- จำนวนผู้ซื้อที่สนใจ
ไม่ควรตั้งราคาที่ดินเอกสารต่างประเภทเท่ากันโดยไม่ตรวจเงื่อนไขและความเสี่ยง
4. ขนาดแปลง
ที่ดินแปลงใหญ่บางครั้งมีราคาต่อไร่ต่ำกว่าแปลงเล็ก เพราะยอดซื้อรวมสูงและมีกลุ่มผู้ซื้อที่แคบกว่า
ตัวอย่างเช่น
- ที่ดิน 2 ไร่ ราคา 1,200,000 บาทต่อไร่
- ที่ดิน 50 ไร่ ราคา 800,000 บาทต่อไร่
ไม่ได้หมายความว่าแปลงใหญ่ด้อยกว่าเสมอไป แต่อาจสะท้อนส่วนลดจากขนาดและกำลังซื้อของตลาด
5. รูปร่างแปลงและหน้ากว้าง
แปลงสี่เหลี่ยมที่มีหน้ากว้างเหมาะสมมักใช้งานง่ายกว่าแปลงที่
- แคบและยาว
- เป็นรูปสามเหลี่ยม
- มีส่วนคอด
- ถูกแบ่งด้วยคลอง
- มีทางน้ำผ่านกลางแปลง
- มีพื้นที่บางส่วนเข้าถึงไม่ได้
หน้ากว้างมีผลต่อการแบ่งขาย การทำทาง การสร้างอาคาร และการใช้เครื่องจักร
6. ระดับพื้นที่และความเสี่ยงน้ำท่วม
ที่ดินต่ำอาจต้องเสียค่าถม ทำร่อง หรือยกระดับ
แต่ที่ดินสูงมากก็อาจมีข้อจำกัดเรื่อง
- แหล่งน้ำ
- ความลาดชัน
- การพังทลาย
- ค่าเปิดพื้นที่
- การทำถนน
ควรประเมินจากการใช้งานเป้าหมาย ไม่ใช่สรุปว่าที่สูงดีกว่าที่ต่ำเสมอไป
7. ดินและศักยภาพการเกษตร
สำหรับที่ดินทำสวน ควรตรวจ
- ชนิดดิน
- ความลึก
- การระบายน้ำ
- ความแน่น
- ค่า pH
- อินทรียวัตถุ
- ชั้นหินหรือลูกรัง
- ความเหมาะสมกับพืช
- ประวัติผลผลิต
ที่ดินที่มีสวนเดิมไม่ได้หมายความว่าดินดีเสมอไป ต้องตรวจอายุพืช ผลผลิต โรค และต้นทุนฟื้นฟูด้วย
8. แหล่งน้ำ
ที่ดินที่มีแหล่งน้ำใช้งานได้จริงอาจมีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะพื้นที่เกษตร
ต้องตรวจว่า
- มีน้ำตลอดปีหรือไม่
- แหล่งน้ำอยู่ในแปลงหรือไม่
- มีสิทธิใช้หรือไม่
- คุณภาพน้ำเหมาะหรือไม่
- ต้องสูบน้ำไกลหรือสูงเท่าไร
- ระบบเดิมยังใช้งานได้หรือไม่
บ่อที่มีอยู่แต่แห้งในฤดูแล้งไม่ควรถูกประเมินเท่ากับระบบน้ำที่มีปริมาณเพียงพอและใช้งานได้จริง
9. ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค
การมีไฟฟ้าใกล้แปลงไม่ได้หมายความว่าจะต่อใช้งานได้โดยไม่มีต้นทุน ควรตรวจ
- ระยะจากเสาไฟ
- ค่าใช้จ่ายขยายเขต
- กำลังไฟ
- ประปาหรือน้ำใช้
- สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต
- ระบบระบายน้ำสาธารณะ
10. ผังเมืองและข้อจำกัด
การใช้ประโยชน์ที่ทำได้มีผลโดยตรงต่อมูลค่า
ที่ดินซึ่งใช้ได้เฉพาะกิจกรรมบางประเภทอาจมีกลุ่มผู้ซื้อน้อยกว่าที่ดินซึ่งรองรับการใช้ประโยชน์หลากหลาย
ควรตรวจ
- ผังเมืองฉบับที่มีผลใช้บังคับ
- ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์
- แนวถนนหรือโครงการรัฐ
- พื้นที่ป่าและพื้นที่ของรัฐ
- ระยะร่น
- ข้อกำหนดก่อสร้าง
- ข้อจำกัดท้องถิ่น
11. สิ่งปลูกสร้างและสิ่งพัฒนา
สิ่งที่ลงทุนไปไม่ได้เพิ่มราคาที่ดินเท่ากับต้นทุนเสมอไป
ตัวอย่างเช่น เจ้าของลงทุน
- ถมดิน 500,000 บาท
- ทำถนน 200,000 บาท
- ขุดบ่อ 150,000 บาท
- ทำรั้ว 100,000 บาท
รวม 950,000 บาท
แต่ผู้ซื้ออาจให้มูลค่าเพิ่มเพียงบางส่วน หาก
- ถนนไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ซื้อต้องการ
- บ่อมีขนาดไม่เหมาะ
- รั้วเก่า
- ดินถมยังทรุด
- งานไม่ตรงกับการใช้ประโยชน์ใหม่
จึงควรประเมินจาก ประโยชน์ที่ตลาดยอมจ่าย ไม่ใช่ต้นทุนเดิมเพียงอย่างเดียว
ตารางปัจจัยปรับราคาที่ดิน
| ปัจจัย | ลักษณะที่อาจเพิ่มมูลค่า | ลักษณะที่อาจลดมูลค่า |
|---|---|---|
| ทางเข้า | ติดถนนสาธารณะ รถใหญ่เข้าได้ | ทางไม่ชัด ต้องผ่านที่ผู้อื่น |
| เอกสารสิทธิ์ | ตรวจสอบและโอนได้ชัดเจน | มีข้อจำกัด ภาระ หรือข้อพิพาท |
| รูปร่าง | สี่เหลี่ยม ใช้งานง่าย | แคบยาว คด หรือมีส่วนใช้ไม่ได้ |
| หน้ากว้าง | เหมาะกับการเข้าถึงและแบ่งใช้ | หน้ากว้างน้อย |
| ระดับพื้นที่ | พร้อมใช้งาน ระบายน้ำได้ | น้ำท่วม ต้องถมหรือทำร่อง |
| น้ำ | มีแหล่งน้ำและสิทธิใช้ชัดเจน | ขาดน้ำหรือแหล่งน้ำไม่แน่นอน |
| ไฟฟ้า | เข้าถึงและเชื่อมต่อได้ | อยู่ไกล ต้องลงทุนสูง |
| ดิน | เหมาะกับการใช้เป้าหมาย | ดินตื้น แน่น เค็ม หรือน้ำขัง |
| ผังเมือง | รองรับการใช้ประโยชน์หลายแบบ | มีข้อจำกัดสูง |
| ขนาด | เหมาะกับกลุ่มผู้ซื้อ | ใหญ่จนยอดรวมสูงเกินตลาด |
| สิ่งพัฒนา | ใช้งานได้และลดต้นทุนผู้ซื้อ | เก่าหรือไม่ตรงความต้องการ |
| สภาพแวดล้อม | ปลอดภัย ใกล้ชุมชน | กลิ่น เสียง น้ำเสีย หรือความเสี่ยง |
วิธีปรับราคาโดยใช้แปลงเปรียบเทียบ
สมมติพบแปลงเปรียบเทียบ 5 แปลงในพื้นที่เดียวกัน
| แปลง | ราคาประกาศต่อไร่ | ลักษณะ |
|---|---|---|
| A | 900,000 บาท | ติดถนนลาดยาง มีไฟฟ้า |
| B | 780,000 บาท | ถนนลูกรัง มีบ่อ |
| C | 850,000 บาท | ติดถนนคอนกรีต แต่พื้นที่ต่ำ |
| D | 720,000 บาท | อยู่ลึก รถใหญ่เข้ายาก |
| E | 820,000 บาท | ทางเข้าและสภาพใกล้เคียงแปลงเป้าหมาย |
ราคากลางแบบง่ายของทั้ง 5 แปลงคือ
(900,000 + 780,000 + 850,000 + 720,000 + 820,000) ÷ 5
= 814,000 บาทต่อไร่
แต่ไม่ควรใช้ 814,000 บาททันที ต้องปรับตามข้อแตกต่าง
สมมติแปลงของเรามี
- ถนนคอนกรีต
- มีไฟฟ้า
- ไม่มีแหล่งน้ำ
- รูปร่างดี
- อยู่ไกลถนนหลักกว่าแปลง E
- เอกสารสิทธิ์ชัดเจน
อาจประเมินว่ามีจุดแข็งเรื่องถนนและรูปแปลง แต่มีจุดอ่อนเรื่องน้ำและระยะทาง
ช่วงราคาที่เหมาะสมจึงอาจอยู่ใกล้ค่ากลาง เช่น 780,000–830,000 บาทต่อไร่ แทนการใช้ราคาสูงสุด 900,000 บาท
ตัวเลขการปรับต้องอิงตลาดจริงและหลักฐาน ไม่ควรกำหนดเปอร์เซ็นต์แบบตายตัวกับทุกพื้นที่
วิธีให้คะแนนเพื่อเปรียบเทียบที่ดิน
เจ้าของสามารถสร้างตารางให้คะแนนเพื่อช่วยลดการตัดสินใจจากความรู้สึก
ตัวอย่าง:
| ปัจจัย | น้ำหนัก | คะแนนแปลง |
|---|---|---|
| ทำเลและระยะจากถนนหลัก | 25% | 7/10 |
| ทางเข้า | 20% | 9/10 |
| เอกสารและแนวเขต | 15% | 9/10 |
| น้ำและสาธารณูปโภค | 15% | 6/10 |
| รูปร่างและหน้ากว้าง | 10% | 8/10 |
| สภาพดินและระดับพื้นที่ | 10% | 7/10 |
| ความพร้อมขายและใช้ประโยชน์ | 5% | 8/10 |
ตารางนี้ไม่ได้สร้างราคาตลาดขึ้นมาเอง แต่ช่วยอธิบายว่าทำไมแปลงหนึ่งควรสูงหรือต่ำกว่าแปลงเปรียบเทียบ
ควรใช้คะแนนกับแปลงเปรียบเทียบทุกแปลงด้วยเกณฑ์เดียวกัน ไม่ควรให้คะแนนเฉพาะที่ดินของตนเอง
ตัวอย่างคำนวณราคาขายที่ดิน
สมมติที่ดินมีขนาด 8 ไร่
ข้อมูลตลาด:
- ราคาประกาศแปลงใกล้เคียง 700,000–900,000 บาทต่อไร่
- ราคาที่ปรับแล้วจากแปลงเปรียบเทียบประมาณ 780,000 บาทต่อไร่
- ที่ดินเจ้าของมีถนนดี แต่ไม่มีบ่อ
- ต้องการเผื่อต่อรอง 5%
ราคาตลาดที่ประเมิน
8 × 780,000 = 6,240,000 บาท
ราคาประกาศโดยเผื่อต่อรอง 5%
6,240,000 ÷ 0.95 = 6,568,421 บาท
อาจปัดราคาประกาศเป็นประมาณ 6,550,000–6,600,000 บาท
หากประกาศ 6,600,000 บาท ราคาต่อไร่คือ
6,600,000 ÷ 8 = 825,000 บาทต่อไร่
ช่วงเจรจาเป้าหมายอาจอยู่ใกล้ 6,200,000–6,300,000 บาท ตามความสนใจและเงื่อนไขค่าใช้จ่ายวันโอน
ตัวอย่างนี้เป็นเพียงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ราคาที่เหมาะกับทุกพื้นที่

ตั้งราคาอย่างไรตามเป้าหมายการขาย?
ต้องการขายเร็ว
ควรตั้งราคาใกล้หรือต่ำกว่าช่วงตลาดเล็กน้อย โดยต้องแน่ใจว่า
- เอกสารพร้อม
- รูปและข้อมูลครบ
- ติดต่อสะดวก
- นัดดูที่ดินได้
- ทางเข้าแสดงชัด
- เงื่อนไขค่าโอนชัดเจน
การตั้งต่ำมากเกินไปอาจทำให้ผู้ซื้อสงสัยเรื่องเอกสารหรือข้อจำกัด จึงควรอธิบายเหตุผลการขายอย่างโปร่งใส
ต้องการขายในระยะปกติ
ตั้งใกล้ค่ากลางของแปลงเปรียบเทียบหลังปรับคุณสมบัติ และเผื่อต่อรองอย่างเหมาะสม
ไม่รีบขาย
สามารถตั้งบริเวณด้านบนของช่วงตลาดได้ หากแปลงมีจุดเด่นจริงและเจ้าของรับได้กับระยะเวลารอ
ไม่ควรตั้งสูงกว่าตลาดมากเพียงเพราะไม่รีบ เพราะประกาศที่อยู่นานอาจเสียความน่าเชื่อถือและเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส
ควรเผื่อต่อรองเท่าไร?
ไม่มีเปอร์เซ็นต์ตายตัว ควรดูพฤติกรรมตลาดและระดับราคา
การเผื่อต่อรองมากเกินไปมีผลเสีย เช่น
- ผู้ซื้อไม่กดดูประกาศ
- ผู้ซื้อไม่โทรสอบถาม
- ประกาศแพ้แปลงอื่นตั้งแต่เริ่ม
- ต้องลดราคาหลายครั้ง
- ระยะขายยาวขึ้น
ควรกำหนดตัวเลข 3 ระดับ
- ราคาประกาศ — ตัวเลขที่แสดงต่อผู้ซื้อ
- ราคาเป้าหมาย — ตัวเลขที่ต้องการปิดการขาย
- ราคาต่ำสุดที่ยอมรับได้ — ตัวเลขหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว
ไม่ควรเปิดเผยราคาต่ำสุดในประกาศ แต่เจ้าของและผู้ดูแลการขายควรรู้ตรงกัน
ค่าใช้จ่ายที่ต้องรวมก่อนตั้งราคา
การขายที่ดินอาจเกี่ยวข้องกับ
- ค่าธรรมเนียมการโอน
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ
- อากรแสตมป์
- ค่ารังวัด
- ค่าปลดจำนอง
- ค่านายหน้า
- ค่าโฆษณา
- ค่าเดินทาง
- ค่าเคลียร์พื้นที่
- ค่าเอกสาร
- ค่าใช้จ่ายตามข้อตกลงกับผู้ซื้อ
กรมที่ดินมีข้อมูลเรื่องค่าธรรมเนียม ภาษี และอากร รวมถึงระบบสำหรับคำนวณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการทำนิติกรรม อย่างไรก็ตาม จำนวนจริงขึ้นอยู่กับบุคคลผู้ขาย ระยะเวลาถือครอง ราคาประเมิน ราคาขาย และเงื่อนไขของธุรกรรม
ตัวอย่างเช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีที่เข้าเงื่อนไข คำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์หรือราคาซื้อขาย แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า ส่วนภาษีและค่าใช้จ่ายรายการอื่นมีฐานและเงื่อนไขต่างกัน จึงควรใช้ระบบกรมที่ดินหรือสอบถามสำนักงานที่ดินก่อนตกลงราคาสุทธิ
สูตรคำนวณราคาที่ต้องประกาศเพื่อให้ได้ยอดสุทธิ
สมมติเจ้าของต้องการได้รับสุทธิ 5,000,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายที่เจ้าของรับผิดชอบโดยประมาณ
- ค่านายหน้า 3%
- ค่าใช้จ่ายอื่นประมาณ 100,000 บาท
ให้ P เป็นราคาขาย
P − 3% ของ P − 100,000 = 5,000,000
0.97P = 5,100,000
P = 5,257,732 บาท
จึงต้องปิดการขายประมาณ 5.26 ล้านบาท จึงจะเหลือสุทธิใกล้ 5 ล้านบาทตามสมมติฐาน
แต่ก่อนใช้ตัวเลขนี้ ต้องตรวจว่าราคาประมาณ 5.26 ล้านบาทยังอยู่ในช่วงตลาดหรือไม่ หากตลาดรองรับเพียง 4.8 ล้านบาท เจ้าของอาจต้องปรับความคาดหวังหรือแผนค่าใช้จ่าย
ราคาประเมินต่ำกว่าราคาตลาดควรขายตามตัวไหน?
ควรตั้งจากราคาที่ตลาดมีโอกาสซื้อขาย ไม่ใช่เลือกตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งโดยอัตโนมัติ
ราคาประเมินราชการเหมาะสำหรับ
- เป็นข้อมูลอ้างอิง
- ตรวจฐานบางส่วนของค่าใช้จ่ายวันโอน
- เปรียบเทียบระดับราคาพื้นฐาน
- ตรวจความผิดปกติของข้อมูล
ราคาตลาดเหมาะสำหรับ
- ประเมินกำลังซื้อ
- กำหนดราคาประกาศ
- วางแผนต่อรอง
- ประเมินระยะเวลาขาย
หากราคาประเมินกับราคาตลาดต่างกันมาก ควรตรวจว่า
- ข้อมูลแปลงถูกต้องหรือไม่
- มีถนนหรือความเจริญเกิดขึ้นใหม่หรือไม่
- แปลงเปรียบเทียบเหมือนกันจริงหรือไม่
- ราคาที่พบเป็นราคาประกาศหรือราคาขายจริง
- ตลาดมีธุรกรรมเพียงพอหรือไม่
- มีการเก็งกำไรหรือข่าวโครงการที่ยังไม่ยืนยันหรือไม่
วิธีตั้งราคาที่ดินเกษตรและสวนเดิม
ที่ดินเกษตรควรประเมินทั้งมูลค่าที่ดินและมูลค่าการใช้ประโยชน์
ตรวจศักยภาพการทำเกษตร
- ดิน
- น้ำ
- ทางเข้า
- ระยะจากจุดรับซื้อ
- ค่าแรง
- ไฟฟ้า
- ระบบระบายน้ำ
- สภาพแวดล้อม
- ความเสี่ยงน้ำท่วม
- พืชที่เหมาะสม
หากมีสวนเดิม
ควรเก็บข้อมูล
- พันธุ์
- อายุพืช
- จำนวนต้น
- จำนวนต้นให้ผลผลิต
- ผลผลิตย้อนหลัง
- รายได้
- ต้นทุนดูแล
- โรค
- งานฟื้นฟู
- ระบบน้ำ
- เครื่องมือและสิ่งปลูกสร้าง
อย่านำรายได้รวมมาใช้ตีมูลค่าสวนโดยไม่หักค่าใช้จ่าย
ตัวอย่าง
สวนมีรายรับ 500,000 บาทต่อปี แต่มีค่าใช้จ่าย
- ค่าแรง 180,000 บาท
- ปุ๋ย 100,000 บาท
- วัสดุและซ่อม 50,000 บาท
- ขนส่ง 30,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่น 40,000 บาท
กำไรจากการดำเนินงานก่อนรายการอื่นเหลือประมาณ
500,000 − 400,000 = 100,000 บาทต่อปี
ผู้ซื้อจึงไม่ควรประเมินสวนจากรายรับ 500,000 บาทเพียงตัวเดียว
สวนที่มีผลผลิตต่ำ ต้นแก่ หรือระบบน้ำเสีย อาจมีมูลค่าต้นไม้ต่ำ หรือกลายเป็นต้นทุนโค่นสำหรับผู้ซื้อ
ควรปรับปรุงที่ดินก่อนขายหรือไม่?
ควรทำเฉพาะงานที่ช่วยเพิ่มความเข้าใจ ลดความเสี่ยง หรือทำให้ผู้ซื้อเข้าดูได้สะดวก
งานที่มักคุ้มค่า
- ตัดหญ้าและเปิดแนวเขต
- ทำทางให้เข้าดูได้
- ปักตำแหน่งหมุดที่ตรวจสอบแล้ว
- ถ่ายภาพใหม่
- เตรียมพิกัด
- รวบรวมเอกสาร
- ตรวจภาระผูกพัน
- ทำแผนที่โดยสังเขป
- ซ่อมจุดอันตราย
- เก็บขยะ
งานที่ต้องวิเคราะห์ก่อน
- ถมดิน
- ทำถนนราคาแพง
- ขุดบ่อ
- ทำรั้วรอบแปลง
- แบ่งแปลง
- สร้างอาคาร
- ปลูกพืชใหม่
- วางระบบน้ำ
งานเหล่านี้อาจไม่คืนทุนเต็มจำนวน หากไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อเป้าหมาย
วิธีทดสอบว่าราคาที่ตั้งเหมาะกับตลาดหรือไม่
หลังลงประกาศ ควรติดตามข้อมูลเป็นรอบ
ช่วงแรกมีคนเห็นแต่ไม่มีคนติดต่อ
อาจเกิดจาก
- ราคาไม่เหมาะ
- ภาพไม่ดี
- หัวข้อไม่ชัด
- ทำเลไม่ตรงกลุ่ม
- ข้อมูลไม่ครบ
- ช่องทางประกาศไม่เหมาะ
มีคนติดต่อแต่ไม่มีใครนัดดู
ควรตรวจ
- ราคาสูงกว่าที่ผู้ซื้อคาดหรือไม่
- ทางเข้าอธิบายไม่ชัดหรือไม่
- เอกสารไม่พร้อมหรือไม่
- ผู้ติดต่อไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหรือไม่
มีคนนัดดูแต่ไม่มีข้อเสนอ
ควรสอบถามความคิดเห็นอย่างสุภาพว่า
- สภาพจริงต่างจากภาพหรือไม่
- ทางเข้าเป็นปัญหาหรือไม่
- ผู้ซื้อกังวลเรื่องอะไร
- ราคาที่ผู้ซื้อเปรียบเทียบอยู่ระดับใด
- มีต้นทุนแฝงที่เจ้าของมองข้ามหรือไม่
มีข้อเสนอหลายรายต่ำกว่าราคาใกล้เคียงกัน
หากข้อเสนอจากผู้ซื้อที่มีความพร้อมหลายรายอยู่ในช่วงเดียวกัน อาจเป็นสัญญาณว่าราคาตลาดต่ำกว่าที่ตั้งไว้
ไม่ควรยึดข้อเสนอเดียวเป็นตลาดทั้งหมด แต่ควรนำหลายข้อมูลมาประกอบ
ความผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้งราคาที่ดิน
ตั้งตามราคาที่เจ้าของต้องการใช้เงิน
ความต้องการเงินของเจ้าของไม่ได้กำหนดกำลังซื้อของตลาด
ใช้ราคาประกาศสูงสุดเป็นฐาน
ราคาสูงสุดอาจเป็นแปลงที่ขายไม่ออกหรือมีคุณสมบัติต่างจากแปลงของเรา
เปรียบเทียบคนละประเภท
เช่น เปรียบเทียบ
- ที่เกษตรกับที่พาณิชย์
- ที่ไม่มีทางเข้ากับที่ติดถนน
- ที่แปลงใหญ่กับแปลงจัดสรรขนาดเล็ก
- เอกสารสิทธิ์ต่างประเภท
- ที่น้ำท่วมกับที่ถมแล้ว
บวกต้นทุนพัฒนาทั้งหมดลงในราคา
ตลาดอาจไม่ให้มูลค่ากับงานที่ไม่ตรงความต้องการ
เผื่อต่อรองมากเกินไป
ทำให้ผู้ซื้อไม่สนใจตั้งแต่เห็นประกาศ
ไม่รวมค่าใช้จ่ายวันโอน
ทำให้ยอดสุทธิที่ได้รับต่ำกว่าที่วางแผน
ปิดบังข้อจำกัด
ทำให้เสียเวลา เสียความน่าเชื่อถือ และอาจนำไปสู่ข้อพิพาท
ใช้คำว่า “ใกล้” โดยไม่บอกระยะทาง
ควรระบุระยะทางหรือเวลาโดยประมาณอย่างตรงไปตรงมา
เชื่อข่าวโครงการที่ยังไม่ยืนยัน
ข่าวถนน สนามบิน หรือโครงการรัฐอาจยังไม่เกิดขึ้น ไม่ควรตั้งราคาอนาคตทั้งหมดไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีหลักฐาน
เช็กลิสต์ก่อนตั้งราคาขายที่ดิน
ข้อมูลที่ดิน
- ทราบเนื้อที่แน่นอน
- แปลงหน่วยถูกต้อง
- มีพิกัด
- ตรวจเอกสารสิทธิ์
- ตรวจชื่อเจ้าของ
- ตรวจเจ้าของร่วม
- ตรวจภาระจำนอง
- ตรวจภาระจำยอม
- ตรวจแนวเขต
- ตรวจสิทธิทางเข้า
สภาพพื้นที่
- ตรวจประเภทถนน
- วัดหน้ากว้าง
- ตรวจรูปแปลง
- ตรวจระดับพื้นที่
- ตรวจน้ำท่วม
- ตรวจแหล่งน้ำ
- ตรวจไฟฟ้า
- ตรวจสภาพดิน
- ตรวจสิ่งปลูกสร้าง
- ตรวจข้อจำกัดรอบแปลง
ข้อมูลตลาด
- ตรวจราคาประเมินกรมธนารักษ์
- หาแปลงเปรียบเทียบอย่างน้อยหลายแปลง
- แยกราคาประกาศกับราคาซื้อขาย
- ใช้ข้อมูลช่วงเวลาใกล้เคียง
- ตัดแปลงที่ต่างมากออก
- ปรับเรื่องถนนและทำเล
- ปรับเรื่องขนาด
- ปรับเรื่องเอกสาร
- ปรับเรื่องน้ำและสาธารณูปโภค
ราคาและค่าใช้จ่าย
- กำหนดราคาประกาศ
- กำหนดราคาเป้าหมาย
- กำหนดราคาต่ำสุด
- คำนวณค่านายหน้า
- ตรวจค่าธรรมเนียมและภาษี
- กำหนดผู้รับผิดชอบค่าโอน
- คำนวณยอดสุทธิ
- เปรียบเทียบกับกำลังซื้อของตลาด
การขาย
- เตรียมภาพถ่าย
- เตรียมแผนที่
- เตรียมรายละเอียด
- แจ้งข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา
- มีผู้พาเข้าดู
- บันทึกจำนวนผู้ติดต่อ
- ทบทวนราคาตามข้อมูลจริง
คำถามที่พบบ่อย
ราคาประเมินกรมธนารักษ์คือราคาขายหรือไม่?
ไม่จำเป็น ราคาประเมินเป็นราคากลางของภาครัฐและใช้ในงานด้านสิทธิ นิติกรรม และการอ้างอิงบางประเภท ราคาขายจริงขึ้นอยู่กับตลาดและคุณสมบัติเฉพาะของแปลง
ควรตั้งราคาสูงกว่าราคาประเมินเท่าไร?
ไม่มีเปอร์เซ็นต์ตายตัว บางพื้นที่ตลาดสูงกว่าราคาประเมินมาก ขณะที่บางแปลงอาจขายได้ใกล้หรือต่ำกว่าราคาประเมินเนื่องจากข้อจำกัด ต้องใช้แปลงเปรียบเทียบจริง
ควรใช้ราคาต่อไร่หรือต่อตารางวา?
ควรแสดงตามพฤติกรรมตลาด พื้นที่เกษตรมักสื่อสารเป็นราคาต่อไร่ ส่วนที่ดินในเมืองหรือแปลงเล็กมักใช้ราคาต่อตารางวา แต่ควรคำนวณได้ทั้งสองหน่วยเพื่อป้องกันความผิดพลาด
ราคาประกาศออนไลน์เชื่อถือได้หรือไม่?
ใช้เป็นข้อมูลตลาดเบื้องต้นได้ แต่ต้องตรวจว่าประกาศยังใช้งานอยู่ ประกาศมานานเท่าไร และแปลงมีลักษณะใกล้เคียงจริงหรือไม่ ราคาประกาศไม่ใช่หลักฐานว่ามีการขายในราคานั้นแล้ว
ที่ดินไม่มีทางเข้าควรตั้งราคาอย่างไร?
ต้องประเมินทั้งต้นทุนสร้างทาง ความเป็นไปได้ในการได้สิทธิทางผ่าน ความเสี่ยงข้อพิพาท และจำนวนผู้ซื้อที่ลดลง ไม่ควรหักเพียงค่าทำถนนอย่างเดียว
ขุดบ่อหรือถมดินก่อนขายจะได้ราคาสูงขึ้นหรือไม่?
อาจช่วยได้หากตรงกับการใช้งานของตลาด แต่ไม่รับประกันว่าจะได้ต้นทุนกลับครบ ควรสอบถามความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อและประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุน
สวนที่ให้ผลผลิตแล้วควรบวกราคาต้นไม้เท่าไร?
ต้องประเมินพันธุ์ อายุ จำนวนต้น ผลผลิตสุทธิ ต้นทุนดูแล โรค และอายุการใช้งานที่เหลือ ต้นไม้แก่หรือโทรมอาจไม่มีมูลค่าเพิ่ม และอาจเป็นต้นทุนโค่น
ควรลดราคาหลังประกาศนานเท่าไร?
ไม่มีระยะตายตัว ควรประเมินจากจำนวนผู้เห็น จำนวนผู้ติดต่อ การนัดดู และข้อเสนอ หากมีคนเห็นมากแต่ไม่มีผู้ติดต่อ ราคาหรือการนำเสนออาจไม่เหมาะ
ต้องจ้างผู้ประเมินหรือไม่?
ที่ดินทั่วไปอาจเริ่มจากการเก็บข้อมูลตลาดได้ แต่ควรใช้ผู้ประเมินวิชาชีพเมื่อทรัพย์สินมีมูลค่าสูง มีข้อพิพาท ใช้เป็นหลักประกัน แบ่งมรดก ทำธุรกรรมระหว่างกิจการ หรือมีคุณสมบัติซับซ้อน
ผู้ขายควรออกค่าโอนทั้งหมดหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ภาษีและค่าธรรมเนียมแต่ละรายการมีผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายและเงื่อนไขต่างกัน ควรตรวจยอดกับสำนักงานที่ดินและระบุในสัญญาให้ชัด
บริการประเมินพื้นที่และวางแผนขายที่ดินจาก Sapopas
สำหรับเจ้าของที่ดินในภาคใต้ที่ต้องการประเมินความพร้อมก่อนขาย Sapopas สามารถช่วยรวบรวมและจัดทำข้อมูลเบื้องต้นตามขอบเขตงาน เช่น
- สำรวจสภาพพื้นที่
- ตรวจทางเข้าและการเข้าถึง
- บันทึกพิกัดและรูปภาพ
- ประเมินศักยภาพด้านเกษตร
- ตรวจสภาพสวนเดิม
- รวบรวมรายการต้นทุนที่ผู้ซื้ออาจต้องลงทุนเพิ่ม
- เปรียบเทียบคุณสมบัติกับที่ดินใกล้เคียง
- จัดเตรียมข้อมูลสำหรับประกาศ
- วางตำแหน่งทางการตลาด
- ประสานงานเข้าชมพื้นที่
ข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่
- จังหวัด อำเภอ และตำบล
- พิกัด
- ขนาดพื้นที่
- สำเนาเอกสารสิทธิ์ที่ปิดข้อมูลส่วนตัวซึ่งไม่จำเป็น
- รูปถ่าย
- ข้อมูลทางเข้า
- แหล่งน้ำ
- ไฟฟ้า
- การใช้ประโยชน์ปัจจุบัน
- ราคาที่เจ้าของต้องการ
- ระยะเวลาที่ต้องการขาย
- ภาระหรือข้อจำกัดที่ทราบ
การประเมินตลาดเบื้องต้นไม่ใช่รายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ และไม่สามารถรับประกันราคาหรือระยะเวลาขายได้ ราคาจริงขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด การตรวจสอบเอกสาร การเจรจา และความพร้อมของผู้ซื้อ
CTA: ส่งพิกัด ขนาดพื้นที่ และภาพถ่ายเพื่อขอประเมินความพร้อมก่อนขาย
สรุป
การตั้งราคาขายที่ดินให้เหมาะกับตลาดไม่ควรเริ่มจากความรู้สึก ราคาที่เจ้าของเคยได้ยิน หรือราคาประกาศสูงสุดในพื้นที่
ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
- ตรวจข้อมูลและเอกสารของแปลง
- คำนวณเนื้อที่ให้ถูกต้อง
- ตรวจราคาประเมินภาครัฐ
- หาแปลงเปรียบเทียบหลายแปลง
- แยกราคาประกาศออกจากราคาซื้อขาย
- ปรับราคาตามทำเล ทางเข้า และเอกสาร
- ปรับตามขนาด รูปร่าง และหน้ากว้าง
- ตรวจดิน น้ำ ไฟฟ้า และการใช้ประโยชน์
- ตรวจผังเมืองและข้อจำกัด
- ประเมินสิ่งปลูกสร้างหรือสวนเดิมตามประโยชน์จริง
- คำนวณภาษี ค่าธรรมเนียม และค่านายหน้า
- กำหนดราคาประกาศ ราคาเป้าหมาย และราคาต่ำสุด
- ติดตามผลตอบรับหลังประกาศ
- ปรับราคาและวิธีนำเสนอจากข้อมูลจริง
สูตรแนวคิดที่ใช้ได้คือ
ราคาตลาดเบื้องต้น
= ราคาของแปลงเปรียบเทียบ
± มูลค่าจากข้อแตกต่างของทำเล ทางเข้า เอกสาร ขนาด น้ำ และความพร้อมใช้งาน
ส่วนราคาประกาศควรคำนวณจาก
ราคาที่คาดว่าจะปิดการขาย
- พื้นที่ต่อรองที่สมเหตุสมผล
- ค่าใช้จ่ายที่ต้องการรวมในราคา
ที่ดินที่ตั้งราคาเหมาะสมไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นแปลงที่ถูกที่สุด แต่ควรเป็นแปลงที่ผู้ซื้อสามารถเข้าใจได้ว่า ราคานั้นสัมพันธ์กับคุณสมบัติ ประโยชน์ และข้อจำกัดของทรัพย์สินอย่างไร
ติดต่อเรา | ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
- ที่อยู่: หมู่ที่ 7 บ้านเขาลำเหลน ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 80130
- Facebook: บ้านสวนทรัพย์โอภาส
- โทรสอบถามได้ทันที
- 093 584 5418 (คุณแนน)
- 093 724 8344 (คุณโอภาส)
- LINE: @sapopas
- เว็บไซต์: www.sapopas.com
- แผนที่: บ้านสวนทรัพย์โอภาส (Sapopas)